อีกครั้งกับหูฟังที่โลกลืม Goldring DR-150

จริงๆ หูฟังตัวนี้ผมซื้อมาตั้งแต่ปีใหม่ 2553 ใช้มาจนจะสิ้นปีอยู่แล้ว ลองโน่นลองนี่มาสารพัด ต่อกับแอมป์บ้าง เปลี่ยนสายบ้าง ต่อกับเครื่องเล่นซีดีบ้าง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเอามาเขียนรีวิวให้เป็นเรื่องเป็นราวสักทีหนึ่ง ทั้งๆ ที่เจ้าตัวนี้ ก็ถือว่ามีดีอยู่ไม่ไช่น้อยทีเดียว ผมเองมานั่งคิดๆ ว่ามันไม่ดังเพราะอะไรหว่า
 
 
1. ชื่อยี่ห้อไม่เป็นที่รู้จัก ทั้งๆ ที่ Goldring (ชื่อแปลเป็นไทยแล้วโคตรเชยเลย) ก่อตั้งมานานเป็นร้อยปี ทำธุรกิจเกี่ยวกับพวกเครื่องเสียงมายาวนาน(ทำพวกหัวเข็มแผ่นเสียงมาก่อน ตอนนี้ก็ยังทำอยู่) เป็นบริษัทเยอรมันที่มาตั้งรกรากอยู่ในอังกฤษ ชื่อชั้นก็ไม่ได้เป็นรองแบรนด์ดังๆ เจ้าอื่นสักเท่าไหร่ เพียงแต่คนไทยไม่รู้เท่านั้นเอง
2. เนื่องจากมันเป็นของนอก แบรนด์ยุโรป แน่นอนล่ะว่ามันต้องไม่ถูก ราคาเจ้าตัวนี้เปิดมาก็ร่วมสี่พันปลายๆ แล้วครับ (เป็นรุ่นท้อปของซีรี่ย์ ถ้าไม่นับรุ่นตัดเสียงรบกวนนะครับ) แบรนด์แปลกๆ เปิดมาราคาอย่างนี้ใครจะไปกล้าซื้อ (แล้วทำไมตูหลวมตัวซื้อมาหว่า -_-a) แถมระดับราคานี้มีคู่แข่งตรึมเลย ทั้ง Sennheiser, Grado, AKG ฯลฯ ดังๆ ทั้งนั้น
3. เนื่องจากมันเป็นหูฟัง Full Size ขนาดมันย่อมไม่เล็กครับ ใหญ่ หนัก ดีไซน์ก็บ้านๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไรด้วย (ดีที่งานผลิตดีนะ) เลยไม่ค่อยเป็นที่เตะตาคนเท่าไหร่
 
 
แล้วทำไมผมถึงได้ไปซื้อมันมาล่ะ ?

ก็ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการล่ะครับ ประเด็นคือผมอยากได้หูฟังแบบฟูลไซส์สักอัน (เพราะมีเอียร์บัดกับมินิฟูลไซส์แล้ว) ที่ราคาย่อมเยา คุณภาพเสียงดีๆ คุ้มค่าคุ้มราคา ที่เล็งๆ ไว้ตอนแรกก้พวกยี่ห้อดังๆ ทั้งหลายแหละครับ Grado เอย Sennheiser เอย Shure เอย AKG เอย สุดท้ายก็เลยไปนั่งลองฟังที่ร้านเฮียมั่น (งามวงศ์วาน) วันนั้นจำได้ว่าลองหูฟังไปเกือบสิบตัว ทั้งถูกทั้งแพง สุดท้ายก็ได้เจ้าตัวนี้กลับมา พร้อมแอมป์หูฟัง Class A อีกตัว(ในราคาถูกสุดๆ)
 


 
บอกกันตรงๆ ตอนนั้นก็ยังลังเลอยู่ครับ อย่างว่าหูฟังระดับราคานี้มีให้เลือกหลายตัวอยู่ แต่ไปๆมาๆ ก็มาชอบเสียงเจ้าตัวนี้ซะได้ อย่างแรกคือมันเป็นหูฟังแบบเปิดที่ให้ซาวด์สเตจกว้างใช้ได้ (ผมเองก็ไม่เคยมีหูฟังแบบเปิดมาก่อนด้วย อย่างมากก็แค่เซมิโอเพ่น) ถึงจะไม่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่ก็ฟังสบายไม่อึดอัดครับ สองคือมันให้เสียงชัดเจนดี เสียงแหลมใส กังวานเป็นประกาย เสียงกลางเด่น โปร่ง กระจ่าง (ติดแต่ว่าเสียงกลางมันบางไปนิดสำหรับผม หลังจากซื้อมาใช้ผมถึงรู้ว่าเป็นที่สายนั่นแหละ) เบสกระชับ อิมแพคดี ฟังสนุก รายละเอียดยิบย่อยทำได้ดีเชียว เป็นหูฟังที่ฟังเพลินมากตัวหนึ่ง (เอาไปให้น้องที่ทำงานฟัง แต่ละคนฟังเพลินจนไม่อยากถอดเลยครับ) งานประกอบและวัสดุก็ดีกว่าที่คิด แถมเปลี่ยนสายได้อีก (ให้สาย QED มาด้วย) อีกเหตุผลคือมันลดราคาครับ จากห้าพันเหลือสี่พัน ผมก็เลยติดสินใจเอามันกลับบ้านมานี่แหละ

 
หลังจากใช้ชีวิตร่วมกับมันมาเกือบปี (แรกๆ ไม่ค่อยได้ฟังครับ เพิ่งมาครึ่งปีหลังที่เอามาใช้ที่ทำงานนี่แหละถึงได้ฟังบ่อยหน่อย) เจ้าตัวนี้เป็นหูฟังที่ใช้ฟังทำงานได้ดีเอามากๆ ครับ เพราะมันฟังเพลินอย่างที่ว่าไว้นั่นแหละ ถึงจะหนัก แต่ใส่นานๆ ก็ยังโอเคครับ เพราะที่หุ้มมันเป็นกำมะหยี่ ทำให้ใส่สบาย  แถมสายที่มันให้มาก็ยาวได้ใจจริงๆ -*- (ร่วมสามเมตรอ่ะครับ สายแถมนี่ถ้าซื้อแยกขายกันเส้นละพันแปดแน่ะ เป็นสาย OFC ความบริสุทธิ์สูงชุบเงินของยี่ห้อ QED แบรนด์ดังจากอังกฤษครับ) ข้อดีอีกอย่างคือหูฟังตัวนี้มันไวมากครับ เครื่องเล่นธรรมดาขับออกเหลือๆ ไม่กินวัตต์เอาเลย (แต่มันจะให้เสียงดีสุดๆ ถ้าเอาไปต่อแอมป์กับเครื่องเล่นคุณภาพสูงๆ นะครับ ผมเอาไปต่อกับแอมป์ Cute Beyond (Pure Class A head phone amplifier ) กับเครื่องเล่นซีดี NAD 521i ถึงได้รู้ความจริงว่าเครื่องเล่น MP3 ผมมันกากแค่ไหนน่ะครับ -*- ไอพอดก็ไอพอดเถอะ ให้เสียงสู้ไม่ได้เลยสักนิด)


ส่วนแนวเสียงของเจ้าตัวนี้ Goldring DR150 ให้เสียงอยู่ระหว่าง AKG กับ Sennheiser น่ะครับ คือจะว่ามันเปิดมันก็เปิดอยู่ แต่มันไม่ถึงกับโปร่งกระจ่างใสกังวานเปิดไปได้ไกลเหมือน AKG ครับ คือเนื้อเสียงมันจะหนากว่า ซาวด์สเตจแคบกว่า แต่มันก็ไม่ดาร์คเพราะกลางแหลมมันเปิด เสียงออกไปทางสด เบสกระชับ อิมแพคทำได้ดีเลย เนื้อเสียงไม่ถึงกับเรียบเนียนนัก ยังมีเกรนนิดๆ ให้พอรู้สึกได้อยู่ (แต่จะมากน้อยขึ้นอยู่กับ Source กับสายครับ) รายละเอียดดีครับเจ้าตัวนี้ กรุ้งกริ้งดีทีเดียว รายละเอียดเสียงยิบย่อยมีให้ฟังแบบไม่ต้องตั้งใจฟังก็ได้ยิน รายละเอียดดีกว่า AKG K450 ครับ เบสลงไม่ลึกเท่า มวลเบสก็น้อยกว่า แต่ผมว่ามันจัดการเรื่องเบสได้ดีกว่า K450 นะ ภาษาชาวบ้านคือเบสกำลังอร่อยเลยครับ กระทุ้งดี ไม่หนาไป ได้ยินไลน์เบสชัดเจน เสียงกลองก็ลงได้กำลังดี  ด้วยความที่ซาวด์สเตจกว้าง เสียงเปิดโปร่ง ก็เลยได้ยินเสียงวิ่งโอบหัวไปๆ มาๆ การจัดวางชิ้นดนตรีก้ทำได้ดี ทั้งด้านซ้ายขวา หน้าหลังครับ แยกแยะเป็นเลเยอร์ลงไปไม่ซ้อนทับกัน เจ้าตัวนี้เสียงค่อนข้างติดหูง่ายครับ ฟังเพลงได้หลายแนวทีเดียว


 
อีกเรื่องที่ไม่เขียนไม่ได้คือเรื่องสายครับ เจ้าตัวนี้มันเปลี่ยนสายได้ แถมใช้หัวแจ้คแบบ 3.5 mm มาตรฐานอีก ทำให้หาสายเปลี่ยนได้ง่ายมากๆ (ทำเองก็ได้ ผมก็ทำมาใช้หลายเส้นอีก) แต่ต้องระวังว่าเสียงมันจะไม่เข้ากันเท่านั้นเอง (เคยลองบางเส้น เสียงหูฟังซ้ายขวาไม่เหมือนกันและดังไม่เท่ากันซะงั้น) สาย QED ที่ให้มาก็เป็นสายคุณภาพสูงครับ แต่พอผมฟังไปนานๆผมกลับมองว่าเป็นจุดอ่อนของมันซะงั้น ไม่ไช่มันไม่ดีนะครับ แต่ผมว่ามันไม่แมชท์กันน่ะ สาย QED ที่แถมมาจะให้เสียงสไตล์ QED (ที่หลายท่านอาจคุ้นเคย) คือออกโปร่ง ไม่เน้นกลางนัก ตามสไตล์สายเคลือบเงิน พอมาจับกับ DR150 ที่ออกทางสด เสียงมันก็เลยจะออกติดบางไปสักหน่อย อิมเแพคน้อยไปสักนิดด้วย พอผมเอาสายที่โมเล่นๆ ไว้ใช้เอง (สาย Canare L-4E6S เป็นสายไมค์ 4 Cores ครับ สายรุ่นนี้ให้เสียงกลางดีมาก สมกับเป็นสายไมค์จริงๆ เอาไปทำสายสัญญาณเสียงธรรมดาก็คุ้มครับ เมตรละร้อยกว่าเอง) กลายเป็นเข้ากันได้ดีกว่า เสียงกลางมีเนื้อน่าฟังกว่ามาก อิมแพคก็ดีขึ้นด้วย กลายเป็นแมทซ์กันดีกว่าซะงั้น (อันนี้ไม่ได้อุปทาน ผมให้น้องที่ทำงานที่ไม่ได้เล่นเครื่องเสียงมาลองฟัง เขาก็บอกว่าเสียงมันดีกว่าจริงๆ ดีกว่าแบบเห็นได้ชัดเลยด้วย) สรุปคือ ถ้าอยากได้คุณภาพเสียงดีที่สุดของหูฟังรุ่นนี้ แนะนำให้เปลี่ยนสายครับ หาสายที่ให้เสียงโทนอุ่น เนื้อเสียงกลางดีๆ เข้าไว้นะครับ


 
สรุปคือเจ้า DR150 นี่ถือว่าเป็นหูฟังที่เสียงดีตัวหนึ่งครับ ยี่ห้ออาจไม่คุ้นหู (และเชยละเบิด) แต่อย่าให้ยี่ห้อและหน้าตาของมันมาเป็นอคตินะครับ ลองไปลองฟังดูเถอะ ไม่งั้นคุณอาจจะเสียดายที่พลาดหูฟังดีๆ ตัวหนึ่งไปนะครับ

ปล. เนื่องจากมันเป็นหูฟังแบบเปิด เปิดดังระวังเสียงรั่วออกข้างนอกนะครับ แต่มันก็มีข้อดีของมันนะ คือถึงคุณจะครอบหูฟังอยู่ ก็ยังได้ยินเสียงจากข้างนอกลอดเข้ามานะครับ (ข้อดีตรงเวลาฟังในที่ทำงานนะ แต่ถ้าเน้นฟังเพลง อาจทำให้รำคาญได้)

edit @ 29 Nov 2010 18:23:22 by PlaNaRiA

Comment

Comment:

Tweet

open-mounthed smile อ่อ มันเป็นแบบนี้นิเองผมก็รอคนมารีวิวให้ฟังอยู่ ว่ามันเป็นยังไง open-mounthed smile Hot! Hot! Hot!

#2 By OpelwaR ベリーズ工房 on 2011-05-05 16:20

รีวิวสุดยอด++
นับถือๆ

ตัวนี้น่าใช้มาก ครับ

#1 By ZitovarU (58.9.221.115) on 2011-01-23 16:52